เปิดเคล็ดลับผังเมืองสร้างกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนสุดตระการตา

เปิดเคล็ดลับผังเมืองสร้างกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนสุดตระการตา

webmaster

야경과 도시계획 - **Prompt:** A vibrant, bustling urban landscape in Bangkok showcasing the positive impact of a new c...

กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนนี่มันช่างมีเสน่ห์เหลือเกินนะคะ แสงไฟระยิบระยับจากตึกสูงเสียดฟ้า ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา หรือแม้แต่ความสงบงามของแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะท้อนแสงไฟ นับเป็นภาพที่ใครเห็นก็ต้องหลงใหล แต่เคยสงสัยไหมคะว่าความสวยงามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันคือผลลัพธ์ของการวางผังเมืองและการออกแบบที่พิถีพิถัน ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและกระแสความยั่งยืนเข้ามามีบทบาท การวางแผนผังเมืองยิ่งซับซ้อนและท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เราจะพาไปเจาะลึกกันว่า “เบื้องหลัง” ความงามยามค่ำคืนของเมืองไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นั้น มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง ทั้งเทรนด์การออกแบบแสงยุคใหม่ที่เน้นความประหยัดพลังงาน ระบบไฟอัจฉริยะที่กำลังมาแรง หรือแม้แต่การใช้ผังเมืองเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและรถติดในอนาคต เพราะจริงๆ แล้ว ผังเมืองที่ดีไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราทุกคนโดยตรงเลยนะคะ ฉันเองในฐานะคนที่หลงใหลในความงามของแสงสีเมืองหลวง ก็เคยสงสัยมาตลอดว่าอะไรทำให้แต่ละมุมของเมืองมีเรื่องราวแตกต่างกันขนาดนี้ และยิ่งได้ศึกษาลึกลงไป ก็ยิ่งพบว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์และการวางแผนระยะยาวที่น่าทึ่งมากๆ เลยค่ะ ที่สำคัญคือผังเมืองที่กำลังมีการปรับปรุงกันอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่กำลังจะประกาศใช้ในปี 2568 นี้ ก็จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องรู้ เพื่อให้เราทุกคนได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนที่สุดค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าผังเมืองและการออกแบบแสงยามค่ำคืนในปัจจุบัน มีอะไรที่น่าสนใจ และมีผลต่อเมืองที่เราอาศัยอยู่ยังไงบ้างในบทความด้านล่างนี้เลยค่ะ รับรองว่ามีทั้งข้อมูลแน่นๆ และมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคนได้ว้าวแน่นอนค่ะ!

เรามาไขความลับเบื้องหลังความงดงามของเมืองยามค่ำคืนไปด้วยกันนะคะ

ผังเมืองเปลี่ยน ชีวิตคนเมืองก็เปลี่ยนตาม

야경과 도시계획 - **Prompt:** A vibrant, bustling urban landscape in Bangkok showcasing the positive impact of a new c...

ทำความรู้จักผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568)

ถ้าพูดถึงเรื่องผังเมือง หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการเท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้ว ผังเมืองนี่แหละค่ะ ที่กำหนดทิศทางชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนในเมืองหลวงแห่งนี้โดยตรงเลยนะ ยิ่งตอนนี้ที่กรุงเทพฯ กำลังจะมีผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 พ.ศ. 2568 ออกมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการ มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่พวกเราทุกคนไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ ส่วนตัวฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้นะคะ เพราะมันไม่ใช่แค่การขีดๆ เขียนๆ ลงบนแผนที่ แต่เป็นการปรับปรุงเพื่อให้เมืองของเราตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการเดินทาง ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือแม้แต่พื้นที่สีเขียวที่ใครๆ ก็อยากมีใกล้บ้าน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็จะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจนเลยค่ะ อย่างเช่นโซนไหนจะสร้างตึกสูงได้แค่ไหน โซนไหนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หรือโซนไหนเหมาะกับการทำธุรกิจต่างๆ ซึ่งถ้าเราเข้าใจตรงนี้ดีๆ เราก็จะสามารถวางแผนชีวิต ทั้งเรื่องบ้าน ช่อง อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การทำมาหากินของเราได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่รู้ว่าพื้นที่ที่เราจะไปลงทุนหรืออยู่อาศัยกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน มันก็จะพลาดโอกาสดีๆ หรืออาจจะเจอข้อจำกัดที่ไม่คาดคิดได้ง่ายๆ เลยล่ะ

อะไรคือสิ่งที่เราต้องรู้และเตรียมรับมือ

สิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนโฟกัสเป็นพิเศษเกี่ยวกับผังเมืองฉบับใหม่นี้ ก็คือเรื่องของ “โซนสี” ต่างๆ ค่ะ แต่ละสีบนแผนที่มันมีความหมายและข้อกำหนดที่แตกต่างกันมากๆ นะคะ บางโซนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเรื่องการก่อสร้างอาคารสูง ทำให้มูลค่าที่ดินบริเวณนั้นอาจจะเปลี่ยนไปได้ บางโซนที่เคยเงียบสงบก็อาจจะกลายเป็นแหล่งชุมชนหรือย่านธุรกิจที่คึกคักมากขึ้นได้ในอนาคต ส่วนตัวฉันเคยเห็นเพื่อนคนนึงที่ซื้อคอนโดไว้ใกล้แนวรถไฟฟ้าเมื่อหลายปีก่อน แล้วตอนแรกก็ยังไม่ค่อยมีอะไร แต่พอผังเมืองเปลี่ยน มีการขยายเส้นทางคมนาคมและอนุญาตให้สร้างอาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเท่านั้นแหละค่ะ มูลค่าห้องของเพื่อนก็พุ่งกระฉูดเลย ทำให้ฉันตระหนักได้เลยว่าการศึกษาเรื่องผังเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือโอกาสดีๆ ที่ซ่อนอยู่เลยนะ ยิ่งไปกว่านั้น ผังเมืองใหม่ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งมวลชน และการจัดการน้ำท่วมมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของพวกเราโดยตรงเลยค่ะ ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเรามีสวนสาธารณะสวยๆ ใกล้บ้าน มีระบบขนส่งที่เดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องกลัวน้ำท่วมใหญ่ทุกปี ชีวิตเราจะดีขึ้นขนาดไหน นี่แหละค่ะคือสิ่งที่ผังเมืองฉบับใหม่กำลังจะมอบให้เรา เพราะฉะนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจรายละเอียดของผังเมืองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ค่ะ จะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นใจ

ประเด็นหลัก ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับเดิม ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2568)
การใช้ประโยชน์ที่ดิน เน้นการขยายตัวของเมืองในแนวกว้าง ส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างหนาแน่นตามแนวรถไฟฟ้า, เพิ่มพื้นที่สีเขียว
การคมนาคม การพัฒนายังกระจุกตัว เน้นการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งแวดล้อม ยังไม่เน้นเรื่องความยั่งยืนมากนัก ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำท่วม, เพิ่มพื้นที่รับน้ำ, ส่งเสริมพลังงานสะอาด
การพัฒนาเมือง มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เน้นการสร้างเมืองที่น่าอยู่, ลดความเหลื่อมล้ำ, กระจายความเจริญ

เปิดเทรนด์ไฟส่องสว่างยุคใหม่: สวย ปลอดภัย และยั่งยืน

ไม่ใช่แค่สว่าง แต่ต้องมีสไตล์

ลองจินตนาการถึงกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่ไม่ได้มีแค่แสงไฟจากรถยนต์และป้ายโฆษณา แต่เป็นแสงที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อขับเน้นสถาปัตยกรรมที่สวยงามของเมืองให้โดดเด่นยิ่งขึ้นสิคะ ฉันเองในฐานะคนที่ชอบเดินเล่นชมเมืองตอนกลางคืนมากๆ ก็รู้สึกว่าแสงไฟมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความรู้สึกของสถานที่นั้นๆ เลยนะ สมัยก่อนเราอาจจะเน้นแค่เรื่องความสว่างเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้เทรนด์การออกแบบแสงในเมืองมันไปไกลกว่านั้นมากค่ะ มันคือการสร้าง “สไตล์” และ “เอกลักษณ์” ให้กับแต่ละพื้นที่ ลองดูตามย่านท่องเที่ยวสำคัญๆ อย่างราชประสงค์ หรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาดูสิคะ แสงไฟที่นั่นถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ ให้มีทั้งความอบอุ่น ความน่าดึงดูด และบางจุดก็มีลูกเล่นสีสันที่เปลี่ยนไปตามวาระพิเศษ ทำให้การเดินเล่นยามค่ำคืนของเรามันไม่น่าเบื่อเลยค่ะ ไม่ใช่แค่สวยงามนะ แต่ยังทำให้คนรู้สึกปลอดภัยและอยากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นด้วย แสงไฟที่ดีสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของถนนหรืออาคารให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จริงๆ ค่ะ เหมือนกับเวลาที่เราแต่งหน้า แล้วใช้ไฮไลท์หรือเฉดดิ้งเพื่อขับเน้นโครงหน้าให้ดูมีมิติมากขึ้นนั่นแหละค่ะ การออกแบบแสงก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน คือการนำเสนอความงามของเมืองในมุมที่แตกต่างออกไป

แสงไฟที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกเหนือจากความสวยงามแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญของเทรนด์แสงสว่างยุคใหม่เลยก็คือ “ความยั่งยืน” ค่ะ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าไฟเป็นเรื่องใหญ่ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานก็เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกันมากๆ กรุงเทพฯ เองก็เช่นกันค่ะ ในฐานะเมืองใหญ่ การใช้พลังงานแสงสว่างก็มหาศาลมาก ดังนั้น การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอย่าง LED จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเห็นได้ชัดเจนมากๆ เลยนะคะ ฉันเคยอ่านเจอมาว่าการเปลี่ยนหลอดไฟธรรมดาตามถนนหนทางให้เป็น LED เนี่ย ไม่ได้แค่ประหยัดไฟ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกด้วย ซึ่งอันนี้คือเรื่องดีมากๆ ที่เราทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การออกแบบแสงยังคำนึงถึงเรื่องมลภาวะทางแสง (Light Pollution) ด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่สว่างจ้าไปทั่ว แต่เป็นการควบคุมทิศทางและความเข้มของแสงให้เหมาะสม ไม่รบกวนการพักผ่อนของผู้อยู่อาศัยและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ธรรมชาติ อย่างพวกสวนสาธารณะใหญ่ๆ หรือริมแม่น้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้มองแค่ความสวยงามฉาบฉวย แต่เรากำลังสร้างเมืองที่ยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับทุกคนในระยะยาวจริงๆ ค่ะ

Advertisement

เทคโนโลยีอัจฉริยะ: พลังขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองยามค่ำคืน

Smart Lighting: มากกว่าแค่การเปิด-ปิดไฟ

เรื่อง Smart Lighting หรือระบบไฟอัจฉริยะนี่เป็นอะไรที่ฉันตื่นเต้นและเห็นว่ามันจะเข้ามาพลิกโฉมการใช้ชีวิตในเมืองของเรามากๆ เลยค่ะ สมัยก่อนไฟถนนก็แค่เปิดตอนกลางคืน ปิดตอนเช้า จบ! แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แค่นั้นแล้วนะคะ ระบบ Smart Lighting ที่กำลังถูกนำมาใช้ในหลายๆ จุดของกรุงเทพฯ ไม่ได้แค่ทำให้ไฟสว่าง แต่ยังสามารถ “คิด” และ “ปรับตัว” ได้ด้วยตัวเองค่ะ อย่างเช่น การที่ไฟสามารถปรับความสว่างได้ตามปริมาณรถยนต์หรือคนเดินเท้าบนถนน ถ้าถนนโล่งๆ ดึกๆ ก็อาจจะลดความสว่างลงเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ถ้ามีคนเดินผ่าน หรือมีรถวิ่งเยอะขึ้น ไฟก็จะสว่างจ้าขึ้นมาอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย ฉันว่านี่คือความฉลาดที่แท้จริงเลยนะคะ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันขับรถกลับบ้านดึกๆ แล้วไปเจอถนนที่ไม่ค่อยมีรถ แต่ไฟถนนก็สว่างจ้าเท่าเดิม มันทำให้รู้สึกว่าเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ แต่ถ้ามีระบบ Smart Lighting เข้ามาช่วยจัดการตรงนี้ได้ มันจะลดความสิ้นเปลืองไปได้เยอะมากเลยค่ะ แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟ เพราะไม่ต้องทำงานเต็มที่ตลอดเวลาอีกด้วยนะ นี่แหละคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่เราทุกคนจะได้สัมผัสกันในอนาคตอันใกล้นี้ค่ะ

IoT กับการบริหารจัดการแสงในเมือง

เบื้องหลังความฉลาดของ Smart Lighting ที่ฉันเพิ่งเล่าไป ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า IoT (Internet of Things) นี่แหละค่ะ IoT คือการที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันเองได้ผ่านอินเทอร์เน็ต พูดง่ายๆ ก็คือเสาไฟแต่ละต้นไม่ได้ยืนโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่พวกมันสามารถส่งข้อมูลถึงกันและศูนย์ควบคุมกลางได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถมอนิเตอร์สถานะของไฟแต่ละดวงได้เลยว่าดวงไหนเสีย ดวงไหนต้องซ่อมบำรุง หรือแม้แต่ดูว่าแต่ละพื้นที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าไหร่ ฉันเคยได้ยินมาว่าในต่างประเทศ บางเมืองใช้ระบบนี้จนสามารถลดเวลาในการซ่อมบำรุงไฟถนนได้เร็วขึ้นมากๆ เพราะสามารถระบุจุดเสียได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งคนออกไปขับรถตรวจทีละจุด ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ถนนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเกิดไฟดับในซอยเปลี่ยวๆ แล้วระบบสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ได้ทันที พร้อมระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำ มันจะดีแค่ไหน? นี่แหละค่ะคือพลังของ IoT ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการเมืองของเราให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากๆ เลยค่ะ เป็นอะไรที่น่าทึ่งและทำให้ฉันยิ่งรู้สึกมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของเมืองอัจฉริยะเต็มตัวแล้ว

จากปัญหาจราจรและน้ำท่วม สู่การออกแบบเมืองที่ยั่งยืน

การวางผังเพื่อแก้ปัญหาสุดคลาสสิกของกรุงเทพฯ

พูดถึงกรุงเทพฯ ก็คงหนีไม่พ้นสองปัญหาคลาสสิกที่อยู่คู่กับเรามานานแสนนาน นั่นคือเรื่อง “รถติด” และ “น้ำท่วม” ใช่ไหมคะ? ฉันเชื่อว่าทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้คงเคยเจอประสบการณ์แย่ๆ จากสองเรื่องนี้มาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะต้องติดแหง็กอยู่บนท้องถนนเป็นชั่วโมง หรือต้องลุยน้ำท่วมหลังฝนตกหนักจนรองเท้าเปียกปอน แต่รู้ไหมคะว่าจริงๆ แล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของระบบระบายน้ำหรือจำนวนรถยนต์เท่านั้นนะ แต่การวางผังเมืองก็มีส่วนสำคัญมากๆ ในการแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วยค่ะ ผังเมืองฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมาก็ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างจริงจัง อย่างเช่น การกำหนดพื้นที่รับน้ำ (Retention Area) เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังในหลายๆ จุด หรือการส่งเสริมการพัฒนาเมืองตามแนวรถไฟฟ้า เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและกระตุ้นให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ซึ่งฉันเองก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ค่ะ เคยมีครั้งนึงที่ฉันติดอยู่บนรถไฟฟ้าช่วงเวลาเร่งด่วนแล้วมองลงไปเห็นรถยนต์ข้างล่างติดยาวเป็นกิโลเมตร นั่นทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณมากๆ ที่มีระบบขนส่งมวลชน และยิ่งมีผังเมืองที่ส่งเสริมให้เข้าถึงระบบเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นก็จะยิ่งดีมากๆ เลยค่ะ

เมื่อเมืองปรับตัว เราก็ใช้ชีวิตดีขึ้น

การปรับผังเมืองเพื่อรับมือกับปัญหารถติดและน้ำท่วม ไม่ได้เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับคนรุ่นหลังด้วยค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่า ถ้ากรุงเทพฯ มีระบบการเดินทางที่เชื่อมโยงกันอย่างราบรื่น ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของเมืองก็สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเผชิญกับสภาพจราจรที่ติดขัดอีกต่อไป หรือมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะฝนตกหนักแค่ไหนก็ไม่กลัวน้ำท่วมใหญ่ ฉันว่ามันจะช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าในการใช้ชีวิตลงไปได้เยอะเลยนะคะ จากประสบการณ์ส่วนตัว การที่ต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้านานๆ หรือต้องคอยเช็กข่าวพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้านว่าวันนี้ฝนจะตกไหม แล้วจะน้ำท่วมตรงไหน มันเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักเลยทีเดียวค่ะ แต่ถ้าผังเมืองมีการวางแผนที่ดีและรองรับสิ่งเหล่านี้ได้ มันก็จะปลดล็อกความกังวลหลายๆ อย่างออกไปจากชีวิตเราได้เลย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราประชาชนทุกคนในการเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เมืองที่เราอาศัยอยู่กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริงค่ะ

Advertisement

ไขความลับการสร้างเอกลักษณ์ให้เมือง: มากกว่าแค่แสงสี

야경과 도시계획 - **Prompt:** A breathtaking nighttime view of Bangkok's iconic Wat Arun (Temple of Dawn), magnificent...

แสงไฟเล่าเรื่อง: การสร้างอัตลักษณ์ให้ย่านต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่ฉันชื่นชอบเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ก็คือการที่แต่ละย่านของเมืองเหล่านั้นมี “เอกลักษณ์” ที่ชัดเจนมากๆ เลยค่ะ และแสงไฟยามค่ำคืนก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างอัตลักษณ์เหล่านั้นให้โดดเด่นขึ้นมาได้ กรุงเทพฯ ของเราเองก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางนั้นเหมือนกันนะคะ ไม่ใช่แค่การติดไฟให้สว่างไปทั่ว แต่เป็นการออกแบบแสงที่ “เล่าเรื่อง” ของย่านนั้นๆ ได้ ลองสังเกตดูสิคะว่าแสงไฟในย่านเมืองเก่าอย่างแถวเยาวราช หรือพระนคร จะมีความคลาสสิก อบอุ่น และชวนให้นึกถึงวันวาน ในขณะที่ย่านธุรกิจอย่างสาทรหรือสุขุมวิท จะเต็มไปด้วยแสงไฟที่ทันสมัย สว่างจ้า และดูมีชีวิตชีวา ฉันเคยเดินเล่นในย่านเจริญกรุงตอนกลางคืน แล้วเห็นอาคารเก่าๆ ที่ถูกสาดส่องด้วยแสงไฟสีนวลตา มันให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตเลยค่ะ และมันแตกต่างจากแสงไฟตามห้างสรรพสินค้าหรือย่านออฟฟิศอย่างสิ้นเชิง การสร้างอัตลักษณ์ด้วยแสงไฟแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้เมืองสวยขึ้น แต่ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นอีกด้วยค่ะ มันคือการสร้าง “แบรนด์” ให้กับแต่ละพื้นที่ของเมืองที่เราอาศัยอยู่ และทำให้กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ที่วุ่นวาย แต่เป็นเมืองที่มีเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัวในทุกๆ มุม

มรดกทางวัฒนธรรมกับแสงไฟในยามค่ำคืน

อีกหนึ่งความพิเศษที่ฉันรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ของเรามีไม่เหมือนใครเลยก็คือ “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่ฝังรากลึกอยู่ทุกอณูของเมืองค่ะ ตั้งแต่วัดวาอาราม พระราชวัง ไปจนถึงอาคารเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และการใช้แสงไฟเข้ามาช่วยขับเน้นความงดงามเหล่านี้ในยามค่ำคืน มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ เลยนะคะ ฉันเคยเห็นภาพแสงสีของวัดอรุณราชวรารามยามค่ำคืนที่สะท้อนลงบนผืนน้ำเจ้าพระยา มันสวยงามจนแทบจะหยุดหายใจเลยค่ะ ไม่ใช่แค่สวยนะ แต่มันยังช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากมาสัมผัสความงามของวัฒนธรรมไทยในยามค่ำคืนอีกด้วย การออกแบบแสงในพื้นที่มรดกเหล่านี้จะต้องมีความละเอียดอ่อนและเคารพในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่สว่าง แต่ต้องเป็นแสงที่เสริมสร้างความขลังและความสง่างาม โดยไม่ไปทำลายบรรยากาศดั้งเดิม ซึ่งนี่แหละค่ะคือความท้าทายและความเชี่ยวชาญของนักออกแบบแสงที่ต้องเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์ให้เมืองของเรามีคุณค่าและเป็นที่จดจำในสายตาทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ยิ่งเราสามารถผสมผสานความทันสมัยเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว แสงไฟยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ก็จะยิ่งมีเสน่ห์และแตกต่างไม่เหมือนใคร

ลงทุนเพื่ออนาคต: โอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาเมือง

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านแสงสว่างและผังเมือง

เมื่อพูดถึงการพัฒนาเมือง สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับเลยว่ามีความสำคัญมากๆ คือเรื่องของการ “ลงทุน” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากภาครัฐหรือภาคเอกชน มันคือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้วิสัยทัศน์ของผังเมืองและการออกแบบแสงกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ฉันเคยเห็นโปรเจกต์ใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อปรับปรุงระบบแสงสว่างของเมืองทั้งหมดให้เป็น Smart Lighting และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการประหยัดพลังงานได้มหาศาล ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากๆ ในระยะยาวค่ะ กรุงเทพฯ ของเราก็เช่นกันค่ะ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านแสงสว่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งหลอด LED ประหยัดพลังงาน ระบบควบคุมอัจฉริยะ หรือแม้แต่การลงทุนในการออกแบบแสงเฉพาะจุด ก็ล้วนเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเราทุกคน และแน่นอนว่าการลงทุนในผังเมืองก็เช่นกันค่ะ การสร้างถนนหนทาง รถไฟฟ้า ท่าเรือ หรือแม้แต่การพัฒนาพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ ล้วนต้องอาศัยงบประมาณและวิสัยทัศน์ในการลงทุนที่แข็งแกร่ง ฉันมองว่านี่คือโอกาสดีสำหรับภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง เพราะเมื่อเมืองมีการเติบโตและพัฒนาอย่างเป็นระบบ โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ก็จะตามมาอีกมากมายเลยค่ะ

เมืองที่น่าอยู่ ดึงดูดการลงทุนได้อย่างไร

คำว่า “เมืองที่น่าอยู่” ไม่ได้หมายถึงแค่เมืองที่สวยงามหรือสะดวกสบายเท่านั้นนะคะ แต่มันคือเมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและสามารถดึงดูดผู้คนและธุรกิจให้เข้ามาอยู่ได้ด้วยค่ะ และผังเมืองที่ดี รวมถึงการออกแบบแสงที่ชาญฉลาด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างสิ่งเหล่านี้ได้เลยนะ จากประสบการณ์ที่ฉันเคยเห็นมา เมืองที่มีการวางแผนผังเมืองอย่างดี มีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม มีพื้นที่สีเขียว และมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี มักจะเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติและบริษัทใหญ่ๆ เพราะมันหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับพนักงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเป็นนักลงทุน เราก็คงอยากจะไปลงทุนในเมืองที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันใช่ไหมคะ แสงไฟยามค่ำคืนที่สวยงามและปลอดภัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเมืองเช่นกันค่ะ มันเหมือนกับการแต่งตัวให้เมืองของเราดูดีอยู่เสมอพร้อมต้อนรับทุกคน ฉันเชื่อว่าถ้ากรุงเทพฯ ของเราสามารถพัฒนาไปในทิศทางนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เราจะได้เห็นการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาอีกมากมาย ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างงานสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองของเราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

ฉันได้อะไรจากผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ ปี 2568

ประโยชน์โดยตรงที่คนกรุงจะได้รับ

มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนคงอยากรู้ว่า แล้วผังเมืองฉบับใหม่ ปี 2568 นี้จะส่งผลดีต่อชีวิตเราๆ ท่านๆ อย่างไรบ้าง? ในฐานะที่ฉันก็เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอด ฉันมองเห็นประโยชน์โดยตรงหลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของการเดินทางที่จะสะดวกสบายมากขึ้นแน่นอน ด้วยการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ที่ถูกวางแผนไว้ตามผังเมือง ทำให้เราสามารถเข้าถึงจุดต่างๆ ของเมืองได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการเดินทางและลดความเครียดจากการจราจรติดขัดไปได้เยอะเลยค่ะ เคยมีครั้งนึงที่ฉันต้องไปทำงานที่อีกฟากนึงของเมือง แล้วต้องนั่งรถไฟฟ้าต่อเรือต่อแท็กซี่ ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง แต่ถ้ามีเส้นทางที่เชื่อมโยงกันอย่างดีกว่านี้มันจะช่วยลดเวลาไปได้มหาศาลเลยนะคะ อย่างที่สองคือเรื่องของสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ผังเมืองใหม่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำเสีย และการควบคุมมลภาวะ ซึ่งจะช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีอากาศบริสุทธิ์มากขึ้น และสุดท้ายคือโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเมืองมีการวางแผนที่ดี มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ก็จะดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสในการทำงานให้กับพวกเราทุกคนได้มากขึ้นค่ะ นี่คือประโยชน์ที่จับต้องได้และฉันเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ มีความสุขและคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

เราจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองได้อย่างไร

การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งนะคะ แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ฉันเชื่อว่าพวกเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ของเราให้ดียิ่งขึ้นได้ค่ะ เริ่มต้นง่ายๆ เลยคือการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับผังเมืองฉบับใหม่นี้ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เราอยู่อาศัยหรือทำธุรกิจอย่างไร การที่เรามีความรู้ความเข้าใจจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตและวางแผนอนาคตได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ การให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการรักษากฎระเบียบ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของเรา หรือแม้แต่การร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ก็ล้วนเป็นการมีส่วนร่วมที่สำคัญทั้งสิ้นค่ะ ฉันเองในฐานะบล็อกเกอร์ ก็พยายามที่จะนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมือง เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางผังเมืองและการพัฒนาเมือง เพราะสุดท้ายแล้ว เมืองที่เราอาศัยอยู่ก็คือบ้านหลังใหญ่ของเราทุกคน การที่เราใส่ใจและมีส่วนร่วมในการดูแลบ้านของเรา ก็จะทำให้บ้านหลังนี้เป็นที่ที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับเราและคนรุ่นต่อไปค่ะ มาช่วยกันสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราภาคภูมิใจไปด้วยกันนะคะ

ส่งท้ายบทความ

เป็นยังไงกันบ้างคะกับการเจาะลึกเรื่องผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่และเทรนด์แสงสว่างอัจฉริยะที่ฉันนำมาฝากในวันนี้? หวังว่าทุกคนคงได้เห็นภาพแล้วว่าเรื่องใกล้ตัวเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของภาครัฐ แต่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันและอนาคตของเราทุกคนโดยตรงเลยนะคะ ส่วนตัวฉันเองรู้สึกตื่นเต้นกับศักยภาพของกรุงเทพฯ ที่จะก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่และยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิมมากเลยค่ะ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนประตูบานใหม่ที่เปิดออกสู่โอกาสและความท้าทายที่เราจะต้องก้าวผ่านไปด้วยกันค่ะ

Advertisement

เกร็ดความรู้คู่เมือง

1. ศึกษาผังเมืองพื้นที่ของคุณ: การรู้ว่าพื้นที่ที่คุณอยู่อาศัยหรือกำลังจะลงทุนมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไร จะช่วยให้คุณวางแผนชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างชาญฉลาด ไม่พลาดโอกาส และไม่เจอข้อจำกัดที่ไม่คาดคิดค่ะ

2. ติดตามข่าวสารโครงสร้างพื้นฐาน: การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ หรือถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น มักจะส่งผลให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณใกล้เคียงสูงขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับการลงทุนค่ะ

3. เปิดรับเทคโนโลยี Smart City: ระบบไฟอัจฉริยะ การจัดการน้ำท่วม หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยในการใช้ชีวิตในเมือง ล้วนออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยของเรา ลองศึกษาและปรับตัวเข้ากับสิ่งเหล่านี้ดูนะคะ

4. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา: ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม การแสดงความคิดเห็นต่อโครงการต่างๆ หรือการสนับสนุนนโยบายเพื่อเมืองที่ดีขึ้น ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่ได้ค่ะ

5. ชื่นชมสุนทรียะแห่งแสงสี: สังเกตและลองทำความเข้าใจว่าแสงไฟในแต่ละย่านสามารถสร้างบรรยากาศและบอกเล่าเรื่องราวของเมืองได้อย่างไรบ้าง มันจะทำให้การมองเมืองของคุณมีมิติมากขึ้นค่ะ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

จากเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้คุยกันมาวันนี้ สิ่งที่ฉันอยากจะเน้นย้ำและให้ทุกคนจดจำไว้เลยก็คือ “ผังเมือง” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่กำหนดทิศทางอนาคตของกรุงเทพฯ และชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนเลยค่ะ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมืองฉบับใหม่ ปี 2568 หรือการนำเทคโนโลยีแสงสว่างอัจฉริยะเข้ามาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้เมืองของเราน่าอยู่ ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องเปิดใจเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพราะความรู้เหล่านี้จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการอยู่อาศัย การลงทุน หรือแม้แต่การประกอบอาชีพในเมืองที่กำลังเติบโตและปรับเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง การมีส่วนร่วมและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่พลาดโอกาสและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจที่สุดค่ะ ฉันเชื่อเหลือเกินว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน กรุงเทพฯ จะก้าวสู่การเป็นมหานครแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบได้อย่างแน่นอน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่กำลังจะประกาศใช้ในปี 2568 จะนำการเปลี่ยนแปลงอะไรมาสู่การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ บ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้โดนใจฉันมากๆ เลยค่ะ เพราะเรื่องผังเมืองนี่แหละที่กำหนดทิศทางอนาคตของเมืองที่เราอยู่เลยนะ! จากที่ฉันได้ศึกษาและติดตามข่าวสารมา ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่คาดว่าจะประกาศใช้จริงในช่วงปี 2568-2570 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างเลยค่ะ หลักๆ ก็คือเขาพยายามจะปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งเรื่องจำนวนประชากรที่สูงวัยขึ้น การขยายตัวของเมือง และเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตเรา.
ที่น่าสนใจก็คือจะมีการปรับเปลี่ยน “สีผังเมือง” ในหลายๆ พื้นที่เลยนะ เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินมันตรงกับศักยภาพและวัตถุประสงค์ของแต่ละย่านมากขึ้น อย่างเช่น บางพื้นที่ฝั่งธนบุรีที่เคยเป็นพื้นที่สีเขียว (เกษตรกรรม) อาจจะถูกปรับเป็นสีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) เพื่อรองรับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน.
ส่วนย่านประวัติศาสตร์อย่างรอบเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน เช่น บางลำพู เยาวราช ก็จะถูกปรับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ (สีน้ำเงิน) เพื่อรักษาเอกลักษณ์ แต่ก็อาจมีการผ่อนปรนให้ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้บ้าง โดยมีข้อกำหนดความสูงอาคารไม่เกิน 12, 16, และ 20 เมตร เพื่อคงทัศนียภาพอันงดงามไว้นั่นเองค่ะ.
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะลดข้อกำหนดที่จอดรถสำหรับคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งฉันว่าดีเลยนะ จะได้ช่วยลดปัญหารถติดได้อีกทาง.
ที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ “FAR Bonus” ค่ะ อันนี้คือมาตรการจูงใจที่ให้นักพัฒนาสามารถสร้างพื้นที่อาคารเพิ่มได้ 5-20% ถ้าโครงการนั้นๆ มีการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว ทางเดินเท้า หรือที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม.
ฉันว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้กรุงเทพฯ ของเรามีความสมดุลและน่าอยู่มากขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเลยล่ะค่ะ ต้องรอดูว่าพอประกาศใช้จริงแล้วชีวิตคนกรุงจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนบ้างนะ!

ถาม: การออกแบบแสงสว่างยามค่ำคืนสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ มีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วคะ และมีผลต่อความยั่งยืนของเมืองยังไงบ้าง?

ตอบ: พูดถึงแสงสียามค่ำคืนของกรุงเทพฯ แล้วฉันอดตื่นเต้นไม่ได้เลยค่ะ! ตอนนี้เทรนด์การออกแบบแสงสว่างในเมืองไม่ได้เป็นแค่การเปิดไฟให้สว่างเฉยๆ แล้วนะ แต่เน้นเรื่อง “ความฉลาด” และ “ความยั่งยืน” มากขึ้นเยอะเลยค่ะ.
กรุงเทพมหานครเองก็มีโครงการ “กรุงเทพฯ ต้องสว่าง” ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนหลอดไฟแบบเก่า (HPS) ไปเป็นหลอด LED ทั่วเมือง ซึ่งหลอด LED เนี่ยประหยัดพลังงานกว่ามากๆ แถมยังให้แสงสว่างที่ดีกว่าและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิมด้วยค่ะ.
จากข้อมูลที่ฉันเห็น กทม. เปลี่ยนไปแล้วหลายหมื่นดวงเลยนะ และมีเป้าหมายจะเปลี่ยนให้ครบถ้วนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า. ที่ว้าวไปกว่านั้นคือการนำระบบ IoT (Internet of Things) มาใช้กับระบบไฟส่องสว่างด้วยค่ะ.
ลองจินตนาการดูสิคะว่าเราสามารถควบคุมการเปิด-ปิด หรือแม้แต่ลด-เพิ่มความเข้มของแสงไฟได้จากส่วนกลาง แถมยังสามารถตรวจจับจุดที่หลอดไฟดับได้ทันที ทำให้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้นเยอะเลย.
ฉันเคยเจอไฟดับแถวบ้าน แล้วต้องรอแจ้ง รอซ่อมตั้งนาน พอมีระบบแบบนี้แล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ เรื่องความปลอดภัยในยามค่ำคืนก็ดีขึ้นด้วย เพราะแสงสว่างที่เพียงพอช่วยลดจุดเสี่ยงอันตรายและอาชญากรรมได้จริงๆ นะ.
นอกจากเรื่องไฟถนนแล้ว อาคารและโครงการใหญ่ๆ อย่าง One Bangkok ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบแสงที่คำนึงถึงความยั่งยืนค่ะ. เขาใช้กระจกฉนวนกันความร้อนเพื่อลดการใช้พลังงาน และระบบต่างๆ ที่ทันสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกแบบแสงสว่างสมัยใหม่ ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยงามน่ามอง แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น Smart City ที่น่าอยู่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจริงๆ ค่ะ.

ถาม: ผังเมืองและการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสามารถช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและรถติดในกรุงเทพฯ ในระยะยาวได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: ปัญหาน้ำท่วมและรถติดนี่เป็นเหมือนเงาตามตัวของคนกรุงเทพฯ มานานแสนนานเลยนะคะ ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอประสบการณ์แย่ๆ กับสองปัญหานี้มาแล้วแน่ๆ! แต่จริงๆ แล้ว ผังเมืองและการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานนี่แหละค่ะ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในระยะยาว.
ในเรื่องของน้ำท่วม จากที่ฉันได้ศึกษามา ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ก็มีการใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้นค่ะ. กทม. พยายามปรับปรุงผังคมนาคมและการขนส่งให้มีจำนวนถนนสายรองมากขึ้นถึง 159 สาย เพื่อช่วยระบายรถ โดยเน้นถนนสายรองขนาด 12-16 เมตร ที่เชื่อมโยงกับระบบรถไฟฟ้าและขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนสามารถเดินทางเข้า-ออกถนนใหญ่ได้สะดวกขึ้น และกระตุ้นให้คนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหารถติดได้ในที่สุด.
ฉันว่าอันนี้ตอบโจทย์มากๆ เลยค่ะ เพราะบางทีเราก็ไม่อยากขับรถเข้าไปในซอยตันๆ หรือที่ที่รถติดหนักๆ เลยต้องพึ่งรถส่วนตัวตลอดส่วนปัญหาน้ำท่วมก็มีการวางแผนที่จริงจังขึ้นเยอะค่ะ.
ในผังเมืองใหม่จะมี “ผังน้ำ” ที่ระบุคูคลองที่จะใช้เพื่อการระบายน้ำอย่างชัดเจน ทั้งการขุดลอกคลอง การขยายคลอง และการกำหนดคลองใหม่ๆ เพื่อนำน้ำไปลงทะเล รวมถึงการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา.
นอกจากนี้ยังมีการปรับลดพื้นที่สีเขียวลายในบางส่วนทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เพื่อสงวนรักษาเป็นพื้นที่รับน้ำและระบายน้ำตามนโยบายของประเทศ. แม้ว่าบางคนอาจจะกังวลเรื่องพื้นที่ซับน้ำลดลงจากความหนาแน่นของเมืองที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มีการพยายามจัดการน้ำเสียซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาด้วยค่ะ.
โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อย่าง One Bangkok ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการมีบ่อกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ถึง 5 จุด รวมความจุ 15,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมกำแพงและประตูน้ำที่ติดตั้งได้ภายใน 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันน้ำท่วม.
นี่แสดงให้เห็นว่าทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ตระหนักและพยายามหาทางออกให้กับปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งฉันในฐานะคนกรุงเทพฯ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เมืองของเราน่าอยู่ขึ้น ปัญหาน้ำท่วมและรถติดเบาบางลงได้ในอนาคตอันใกล้นี้จริงๆ ค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement